หรือว่า… ฉันจะเป็นรูมาตอยด์

หรือว่า… ฉันจะเป็นรูมาตอยด์

หรือว่า… ฉันจะเป็นรูมาตอยด์

 

“ช่วงนี้ฉันรู้สึกอ่อนเพลียจัง…..”

“ฉันมักจะปวดตามข้อ โดยเฉพาะข้อนิ้วมือ ข้อมือ ข้อเท้าและนิ้วเท้าด้วย…..”

“ในตอนเช้า ฉันมักจะรู้สึกฝืดๆ ขัดๆ ที่ข้อหลังตื่นนอน เป็นอยู่นานทีเดียวกว่ามันจะหาย……”

“ข้อนิ้วมือของฉัน ทำไมมันดูบวมๆ แดงๆ แล้วฉันก็ปวดมากด้วย……”

“…..ฉันจะเป็นอะไรหรือเปล่านะ……”

 

 

จากอาการที่กล่าวมาข้างต้น บ่งบอกได้ว่าคุณกำลังมีความผิดปกติแน่นอน ข้อต่อของคุณกำลังมีปัญหา แต่โรคที่มีความผิดปกติของข้อต่อมีหลายโรคนะ และอาการที่กล่าวมาข้างต้น เป็นอาการขั้นแรกของโรคข้อต่ออักเสบรูมาตอยด์   โรคข้อต่ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นโรคข้อต่ออักเสบที่พบมากเป็นอันดับสองรองจากโรคเก๊าท์ ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย โดยภูมิคุ้มกันภายในร่างกายจะกระตุ้นให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อในร่างกายเอง จึงเกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อ ซึ่งในปัจจุบันก็ยังไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานผิดพลาด แต่ก็เชื่อว่าเป็นผลจากหลายปัจจัย เช่น สารพันธุกรรม ฮอร์โมน การติดเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรีย และ สภาพแวดล้อม ตามสถิติการเกิดโรค พบว่า ในประชากร 1,000 คน จะพบคนที่ป่วยเป็นโรคนี้ 3 คน โดยจะพบเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ช่วงอายุที่พบมากที่สุดคือช่วง 30-50 ปี

 

 

อาการแสดงของโรค ได้แก่

1. อาการปวดข้อ เป็นอาการสำคัญที่จะนำผู้ป่วยมาพบแพทย์ จะพบว่าข้อต่อจะมีการอักเสบ คือ มีอาการปวด บวม แดง ร้อน ซึ่งจะพบมากที่ ข้อนิ้วมือ ข้อมือ ข้อศอก ข้อเข่า ข้อเท้า และข้อนิ้วเท้าในระยะที่อาการปวดข้อเริ่มลดลง ข้อต่อจะถูกทำลายมากขึ้น จนทำให้ข้อต่อผิดรูปกล้ามเนื้อรอบๆข้อจะลีบและอ่อนแรงลงจนในที่สุดผู้ป่วยสูญเสียความสามารถในการทำงานหรือการทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ

2. อาการอ่อนเพลีย มีไข้ต่ำๆ จากการอักเสบของข้อต่อหลายข้อ

3. ผู้ป่วยจะรู้สึกฝืดข้อที่ข้อ ขยับไม่คล่องในช่วงเช้า

4. พบปุ่มรูมาตอยด์ เป็นปุ่มที่พบตามตำแหน่งที่มีการกดทับ มีขนาดตั้งแต่ 0.5 เซนติเมตร ถึง 4 เซนติเมตรปุ่มมีลักษณะแข็งหรือนุ่มก็ได้

เนื่องจากโรคข้อต่อรูมาตอยด์เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย ดังนั้นจึงไม่เพียงแต่เนื้อเยื่อรอบข้อต่ออย่างเดียวที่จะมีปัญหา ส่วนอื่นๆในร่างกายก็พบปัญหาเช่นกัน ได้แก่

1.ระบบไหลเวียนเลือด: ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการซีด

2.ต่อมน้ำเหลือง: ในรายที่ข้อต่ออักเสบมาก ต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ต้นต่อข้อจะโตขึ้น

3.ตา: ผู้ป่วยมักมีอาการตาแห้ง กระจกตาอักเสบ เยื่อหุ้มตาขาวอักเสบ หรือตาขาวอักเสบ

4.ระบบทางเดินหายใจ: เกิดความผิดปกติคือ เยื่อหุ้มปอดอักเสบ ปอดอักเสบ หรือพบก้อนเนื้อในปอด

5.ระบบหัวใจ: อาจพบเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (ในผู้ป่วยที่เป็นมานาน) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือความผิดปกติของลิ้นหัวใจ

6.ระบบประสาท: เส้นประสาทถูกกดทับ จากการบวมและการอักเสบ ไขสันหลังถูกกดทับผลจากการเคลื่อนตัวของกระดูกสันหลัง โดยเฉพาะกระดูกต้นคอ

7.ระบบทางเดินอาหาร: อาการปากแห้ง มักเกิดร่วมกับอาการตาแห้ง ซึ่งเกิดจากผลข้างเคียงของยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ที่ใช้ในการรักษา

8.ระบบไต: ไตอักเสบ จากผลของยาที่ใช้รักษา

โดยส่วนใหญ่อาการของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์จะไม่หายขาด อาการจะเกิดเป็นๆหายๆ ข้อต่อจะค่อยๆถูกทำลายไปเรื่อยๆ จนเกิดการผิดรูป จนในที่สุดผู้ป่วยจะสูญเสียความสามารถในการทำงานไป

 

 

การรักษา

โรครูมาตอยด์เป็นโรคที่มีความผดิปกติของการควบคุมภูมิคุ้มกันของร่างกาย ก่อให้เกิดการอักเสบ ปัจจุบันความรู้ความเข้าใจในกลไกการเกิดโรคพัฒนาขึ้น จึงมียาที่ถูกออกแบบมาเพื่อฤทธิ์เฉพาะที่ ทำให้ประสิทธิภาพการรักษาดีขึ้น
1. ลดความเจ็บปวด
2. ลดการอกักเสบ ซึ่งทำให้เกิดอาการปวดและการทำลายข้อ
3. ทำให้ข้อมีสภาพใช้งานได้เหมือนปกติ

ในด้านการรักษาโรค ถ้าได้รับการวินิจฉัยโรคได้เร็วและถูกต้อง ก็จะมีผลดีต่อการรักษา โดยผู้ป่วยจะได้รับความรู้ความเข้าใจของความเป็นไปของตัวโรค อาการแทรกซ้อน การวางแผนการรักษา ในการรักษาระยะแรกที่มีการอักเสบของข้อต่อ ผู้ป่วยควรหยุดใช้งานข้อ พักผ่อนให้เพียงพอ บริหารข้อและกล้ามเนื้อตามความเหมาะสมกับภาวะโรคเพื่อป้องกันข้อติดแข็งและกล้ามเนื้อลีบ ร่วมกับการใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หลังการอักเสบลดลง ควรให้ความสำคัญกับการทำกายภาพบำบัด เพื่อให้ความสามารถในการทำงานหรือทำกิจวัตรประจำวันกลับมาเป็นปกติ

การทำกายภาพบำบัดเป็นอีกวิธีการรักษาหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายผู้ป่วยและส่งเสริมให้ข้อต่อสามารถทำงานได้เต็มศักยภาพ เป้าหมายในการรักษาทางกายภาพบำบัดเพื่อลดอาการปวด ทำให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้เต็มช่วงการเคลื่อนไหว ฟื้นฟูกำลังกล้ามเนื้อ ฟื้นฟูการทำงานของร่างกายและการเดิน ป้องกันข้อต่อผิดรูป โดยมีแนวทางการรักษาดังนี้

1. ใช้ความร้อนหรือความเย็น ช่วยในการลดปวด การเลือกใช้ความร้อนหรือความเย็นขึ้นอยู่กับภาวะการอักเสบ ถ้ามีการอักเสบมากใช้ความเย็นเพื่อช่วยลดปวดและลดการอักเสบ

2. ออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อเฉพาะมัด โดยเทคนิคในการออกกำลังกายมีหลายแบบ ขึ้นอยู่กับภาวะของโรค

 

 

การป้องกัน
ควรป้องกันตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ โดยการรับประทานอาหารในกลุ่มวิตามิน เช่น วิตามินอี วิตามินซี เบตาแคโรทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยสร้างคอลลาเจน หรือรับประทานคอลลาเจนเพรียวๆ
โดยตรงเพื่อให้ร่างกายได้รับและเสริมสร้างได้ใวขึ้น คอลลาเจนนี้จะช่วยสร้างกระดูกอ่อน เพิ่มน้ำในข้อ ได้มีการศึกษาที่น่าสนใจพบว่า ผู้ที่มีคอลลาเจนในร่างกายมากจะช่วยชะลอความเสื่อมขอข้อต่อ
ต่างๆภายในร่างกายได้ดี แต่เพราะอายุมากขึ้นร่างกายจะไม่สามารถผลิตคอลลาเจนได้ ดังนั้นเราควรเสริมคอลลาเจนให้ร่างกาย โดยรับประทานคอลลาเจนเพียวๆ HACP เพื่อเข้าไปทดแทนเสริมสร้างคอลลาเจนให้ร่างกายและควรจะต้องรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ในปริมาณที่เหมาะสม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย

 

อ้างอิง : กภ.สกาวรัตน์   เตชทวีทรัพย์    ศูนย์กายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด  มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *