รู้จักกับโรคเก๊าท์

รู้จักกับโรคเก๊าท์

โรคเกาต์ (Gout)

 

เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากการสะสมของผลึกกรดยูริกภายในข้อ ซึ่งเป็นผลจากการมีระดับกรดยูริกในเลือด สูงเป็นเวลานาน โรคเกาต์เป็นโรคเรื้อรัง ที่อาจมีปัจจัยทางกรรมพันธุ์เข้ามาเกี่ยวข้องข้อที่มักพบการอักเสบจากโรคเกาต์ได้บ่อย เช่น ข้อโคนหัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ เป็นต้น

โรคเกาต์ มีอาการอย่างไรบ้าง ?

อาการของเก๊าท์ที่สำคัญคือ ข้ออักเสบ โดยข้อที่อักเสบ จะบวม แดง ร้อน และปวดมาก ชัดเจน (ถ้าข้อที่ปวด ไม่บวม แดง ร้อน หรือมีอาการไม่ชัดเจนให้สงสัยไว้ ก่อนว่าไม่ใช่เก๊าท์) โดยมากมักเป็นข้อเดียว และมีอาการอักเสบอยู่ประมาณ 5-7 วัน อาการจะค่อยๆ ทุเลาไปได้เอง จนหายสนิท ระหว่างที่ไม่มีอาการ จะไม่มีความผิดปกติใดๆ ให้เห็น เมื่อข้ออักเสบขึ้นใหม่ จะมีอาการเช่นเดิมอีก อาการจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นมากขึ้น อาการข้ออักเสบจะเป็นมากขึ้น หลายข้อมากขึ้น เป็นนานและรุนแรงขึ้น

 

 

อาการของเก๊าท์ที่สำคัญคือ

  1. ข้ออักเสบเฉียบหลัน มีข้อบวมแดงและร้อน บางรายอาจมีไข้ ระยะแรก อาการข้ออักเสบจะเป็นๆ หายๆ ถ้าไม่รับการรักษาต่อเนื่อง ข้ออักเสบจะกำเริบบ่อยๆ เป็นนานขึ้น และเป็นหลายข้อพร้อมกันได้
  2. ผู้ที่เป็นโรคเกาต์มานาน และไม่รับการรักษาให้ถูกต้อง จะมีการตกผลึกกรดยูริกเพิ่มมากขึ้น ตามข้อและเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้เป็นปุ่มก้อนใต้ผิวหนังได้ บริเวณที่พบได้บ่อย เช่น หลังเท้าและนิ้วเท้า ตาตุ่ม ข้อศอก นิ้วมือ ใบหู เป็นต้น ซึ่งลักษณะอาการนี้ มักพบในผู้ที่เป็นโรคเกาต์มานาน และมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงมาก
  3. อาการของโรคไต จากการเป็นโรคเกาต์มานาน อาจเกิดการสะสมของผลึกกรดยูริก จนเป็นนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือเกิดผลึกกรดยูริกในเนื้อเยื่อของไต ก่อให้เกิดภาวะไตอักเสบเรื้อรัง และภาวะไตวายได้

 

 

สาเหตุ

สาเหตุของเก๊าท์ เกิดเนื่องจากร่างกายมีกรดยูริคสูงเกิน เป็นเวลานาน สำหรับผู้ชาย ระดับยูริคจะสูงตั้งแต่ ในช่วงวัยรุ่น แต่ผู้หญิงด้วยฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศ จะไม่สูง แต่จะสูงเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนแล้ว ระดับยูริคที่สูงจะไม่ทำให้เกิดอาการ แต่จะสะสมตกตะกอนไปเรื่อยๆ จนเริ่มมีอาการทางข้อ เมื่อกรดยูริคในเลือดสูงไป ประมาณ 10-20 ปีแล้ว

ทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคเกาต์ ?

เมื่อมีอาการปวดบวมตามข้อโดยฉับพลัน หรือปวดข้อหนึ่งข้อใดเป็นๆ หายๆ ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจน้ำไขข้อ หาผลึกกรดยูริก ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปเข็มเรียวยาวอยู่ในเม็ดเลือดขาว ถ้าตรวจพบจะเป็นการวินิจฉัยโรคเกาต์ที่แน่นอน ส่วนผู้มีระดับกรดยูริกสูงอย่างเดียว แต่ไม่เคยมีอาการข้ออักเสบเลย จะยังไม่ถือว่าเป็นโรคเกาต์

การรักษาเก๊าท์แบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่

  1. การลดกรดยูริคในเลือด โดยใช้ยาลดกรดยูริค ในผู้ป่วยที่มีข้ออักเสบมากกว่า 1 ครั้ง ควรให้ยาลดกรดยูริคถ้า ทำได้ การกินยาดังกล่าวจำเป็นต้องกินยาต่อเนื่อง สม่ำเสมอไปนานหลายปี ทั้งนี้เพื่อลดระดับยูริคในเลือดลง  ทำให้ตะกอนยูริคที่สะสมอยู่ ละลายออกจนหมด ผู้ป่วยจะสามารถหายจากโรคเก๊าท์ได้ แต่ข้อควรระวังคือ
  • ยาลดกรดยูริค มีผลข้างเคียงที่แม้จะพบไม่มากแต่สำคัญ คือทำให้เกิดผื่นแพ้ยารุนแรง และลอก เป็น  อันตรายมาก

การกินยาไม่สม่ำเสมอ กินๆ หยุดๆ เสี่ยงต่อการแพ้ยามาก ดังนั้นผู้ป่วยที่ไม่สามารถจะกินยาสม่ำเสมอได้ ไม่แนะนำให้กิน  ยา

  •  เนื่องจากผู้ป่วยที่เป็นเก๊าท์ ให้การวินิจฉัยโดยลักษณะอาการทางคลินิค ไม่ได้อาศัยการเจาะตรวจยูริค  ในเลือด

ดังนั้นผู้ที่เจาะเลือดแล้วมียูริคสูง ไม่ได้บอกว่าเป็นเก๊าท์ ถ้าไม่มีอาการข้ออักเสบแบบเก๊าท์มาก่อน ไม่จำเป็นต้องรักษามีผู้เข้าใจผิดอยู่มาก โดยให้กินยาลดกรดยูริค เมื่อตรวจพบเพียงแต่ยูริคในเลือดสูง เพราะยูริคในเลือดสูง ไม่ได้เป็นเก๊าท์ทุก ราย  แต่การกินยาจะเสี่ยงต่อการแพ้ยาข้างต้นได้

  1. การรักษาแบบรับประทานยา ซึ่งถ้าทานนานๆอาจมีปัญหากับไตได้  หนทางหนึ่งที่อาจเป็นวิธีช่วยป้องกัน รักษา ได้คือ การได้รับประทานคอลลาเจน คือการได้รับคอลลาเจนบริสุทธิ์ 100% เพื่อเข้าไปเสริมสร้างกระดูกอ่อน และยังป้องกันการเกิดการเสื่อมของข้อได้อีกด้วย

 

ควรรับประทาน Collagen HACP  เพราะเป็น คอลลาเจนบริสุทธิ์ 100 % และมีความเข้มข้นสูง เหมาะจะดูแลในเรื่องของข้อต่อต่างๆของร่างกายโดยเฉพาะ รับประทานพร้อมยาได้ ไม่มีปัญหา เพราะสกัดจากธรรมชาติ ถือเป็นอาหารชนิดหนึ่งไม่ส่งผลหรือทิ้งสารตกค้างอะไรใว้ในร่างกาย

การรับประทาน Collagen HACP  สามารถช่วยบรรเทาอาการของโรคเก๊าท์และโรครูมาตอยท์ได้ เนื่องจากคอลลาเจนHACPจะช่วยบำรุงรักษาข้อต่อต่างๆ ในร่างกายให้มีความแข็งแรงสมบูรณ์มากขึ้น อาการเจ็บจากโรคก็จะบรรเทาไปได้มากขึ้น

 

*ผลการใช่อาจแตกต่างกันไปแต่ละบุคคล แต่อาการจะไม่ได้หายสนิทจากโรคเลย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *